ไม่ว่าจะเป็นไม้เก่า หรือ ไม้ใหม่ งานไม้มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่เลียนแบบไม่ได้ แต่ความงามของไม้จะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับวิธีดูแลตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีทาไม้ที่เหมาะกับลักษณะการใช้งานจริง ไปจนถึงวิธีเตรียมพื้นผิว และวิธีทาสีไม้ที่ถูกต้อง
Table of Contents
- สีทาไม้ คืออะไรทำไมถึงสำคัญ
- รู้จักประเภทของสีทาไม้และความต่างที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิด
- รู้หรือไม่? จะทาภายในหรือภายนอก ก็ไม่ควรใช้สูตรเดียวกัน
- ทาสีไม้เก่าใช้สีอะไรดีถึงสวยเหมือนใหม่ ไม่ผุพัง
- สีสูตรน้ำมัน = ตัวเลือกที่เหมาะกับไม้เก่า
- ขั้นตอนการทาสีไม้แบบที่ทั้งมือใหม่และมือโปรทำตามได้
- สีทาไม้ยี่ห้อไหนดีแนะนำแบรนด์ที่ทั้งช่างเลือกใช้ และเจ้าของบ้านไว้ใจ
- สรุป
สีทาไม้ คืออะไรทำไมถึงสำคัญ
“สีทาไม้” คือผลิตภัณฑ์เคลือบผิวที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน เพิ่มความสวยงาม และลดการดูแลรักษาในระยะยาว รวมถึงการปกป้องเนื้อไม้จากสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ความชื้น เชื้อรา และสภาพอากาศ ถ้าเลือกผิด สีอาจลอกเร็วกว่าปกติ ถ้าทาผิดขั้นตอน อาจทำให้ไม้อาจบวม ผิวพอง หรือกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อรา และถ้าไม่ใช้เลย อาจทำให้งานไม้ที่สวยแค่ไหนก็เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรเป็น

รู้จักประเภทของสีทาไม้และความต่างที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิด
1. สีทาไม้แบบแบบโปร่งแสง (Stain)
สีที่ซึมเข้าเนื้อไม้ แสดงลวดลายตามธรรมชาติ ข้อดีคือให้ลุคธรรมชาติ แต่ข้อเสียคือต้องทาซ้ำและถี่กว่าสีประเภทอื่น เพราะฟิล์มบาง ทำให้ป้องกันแดดและฝนได้ค่อนข้างน้อย
- เหมาะกับ: ไม้ที่มีคุณภาพดี ลายสวย เช่น ไม้จริง ผนังไม้ รั้วไม้ หรืองานไม้ที่ต้องการโชว์ texture แบบดิบๆ แต่เรียบหรู
2. สีทาไม้แบบทึบแสง (Opaque Paint)
ทำหน้าที่เคลือบผิวไม้เพื่อสร้างชั้นป้องกันที่แน่นหนากว่า ข้อดีของสีประเภทนี้คือกัน UV ได้ดี และอยู่ได้นานกว่าในการใช้งานภายนอก แต่จะต้องทาทับลวดลายธรรมชาติของไม้ ทำให้ไม่มีความเป็นธรรมชาติเท่าแบบโปร่งแสง
- เหมาะกับ: งานตกแต่งและซ่อมแซมภายในหรือภายนอกที่ต้องการสีสันชัดเจน และปกปิดลายไม้เก่า

รู้หรือไม่? จะทาภายในหรือภายนอก ก็ไม่ควรใช้สูตรเดียวกัน
ไม้ในบ้านกับไม้กลางแจ้งต้องใช้สีต่างกัน สิ่งที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่พลาดคือใช้สีทาไม้สูตรเดียวกันทั่วทั้งบ้าน โดยไม่รู้ว่าความชื้น อุณหภูมิ และแดดส่งผลต่อประสิทธิภาพของสีอย่างมาก แนะนำว่าถ้าหากเป็นบ้านในพื้นที่ความชื้นสูง ควรเลือกใช้สีทาไม้พร้อมรองพื้นกันเชื้อรา
ถ้าต้องการทาไม้ภายนอก เช่น รั้ว ประตู หน้าต่างไม้ หรือผนังบ้านไม้จริง ควรเลือกสีทาไม้ที่ทนแดด ทนฝน และยืดหยุ่นต่อการหดขยายของไม้ ในขณะที่ไม้ภายใน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ หรือผนังตกแต่ง อาจใช้สูตรน้ำที่แห้งไว กลิ่นน้อย และเช็ดล้างง่าย
- สีสูตรน้ำ: เหมาะกับงานภายใน เนื่องจากใช้ง่าย แห้งไว และไม่มีกลิ่นฉุน
- สีสูตรน้ำมัน: เหมาะกับงานภายนอก เนื่องจากเกาะแน่น ทนฝน และยึดเกาะลึก
ทาสีไม้เก่าใช้สีอะไรดีถึงสวยเหมือนใหม่ ไม่ผุพัง
“ทาสีไม้เก่า ใช้สีอะไรดี?” คือคำถามที่เจ้าของบ้านเก่า หรือคนที่รับงานรีโนเวทเจออาจเจอบ่อยที่สุด ไม้เก่ามักมีปัญหาซ่อนอยู่ เช่น สีเก่าที่ลอกบางส่วน คราบชื้นหรือเชื้อรา หรือรอยขีดข่วนที่ทำให้เนื้อไม้ไม่เรียบ ก่อนทาสีใหม่ต้องขัดผิวให้เรียบ ล้างคราบให้หมด และปล่อยให้ไม้แห้งสนิท จากนั้นจึงเลือกใช้สีทาไม้ที่มีแรงยึดเกาะสูง หรือแบบ 2-in-1 ที่ผสมรองพื้นในตัว ช่วยให้สีเกาะทนและไม่พอง

สีสูตรน้ำมัน = ตัวเลือกที่เหมาะกับไม้เก่า
ไม้เก่าต้องการสีที่เน้นการซึมลึก ยึดเกาะแน่น และทนสภาพอากาศได้จริง สีทาไม้สูตรน้ำมัน (Oil-based Wood Stain) จึงเป็นตัวเลือกที่ถูกแนะนำมากที่สุด เพราะสามารถแทรกซึมเข้าเนื้อไม้ได้ดี ไม่เพียงเคลือบผิว แต่ยังช่วยเสริมโครงสร้างไม้ให้แข็งแรงขึ้น
สีทาไม้ประเภทนี้ยังทนต่อความชื้นสูง ทนแดด ไม่หลุดร่อนง่าย เหมาะกับการใช้งานทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะไม้ที่เคยผ่านการใช้งานหนักมาก่อน เช่น ประตูเก่า หน้าต่างไม้ ผนังบ้านไม้ที่โดนฝนสะสม
เลือกสูตรผสมรองพื้น หรือทารองพื้นแยก หากไม่มั่นใจในเรื่องผิวไม้
การเลือก “สีทาไม้แบบผสมรองพื้น (2-in-1)” เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องผิวไม้ สีประเภทนี้จะช่วยให้เกาะผิวดีขึ้น โดยไม่ต้องลงรองพื้นแยก แต่สำหรับไม้เก่าที่ผ่านการใช้งานมานานมาก หรือผิวแห้งแตก ควรใช้รองพื้นไม้จริงเฉพาะทางก่อนหนึ่งรอบ แล้วจึงทาสีจริงทับอีก 1 – 2 ชั้น
ไม้เก่า ใช้สีทาไม้ทึบแสง หรือโปร่งแสง ดีกว่ากัน
ถ้าไม้เก่ามีรอยด่าง สีไม่สม่ำเสมอ หรือเคยทาสีเดิมมาแล้วเป็นแผ่นๆ การใช้สีทาไม้แบบ ทึบแสง จะช่วยกลบข้อบกพร่องได้ดี และให้ลุคที่ดูสะอาดเรียบร้อยมากกว่า ถ้าไม้ยังสภาพดี มีลายไม้สวย ควรใช้สีโปร่งแสง (Wood Stain) ที่มีสารกัน UV และกันน้ำในตัว เพื่อให้ไม้ดูธรรมชาติแต่ยังคงทน

ขั้นตอนการทาสีไม้แบบที่ทั้งมือใหม่และมือโปรทำตามได้
ขั้นตอนการทาสีไม้จริงๆแล้วไม่ยาก เพียงแค่ต้องทำให้ถูกต้อง ดังนี้
- เตรียมพื้นผิว: ใช้กระดาษทรายขัดผิวไม้ให้เรียบ ปัดฝุ่นออก และปล่อยให้แห้ง
- รองพื้น (ถ้าจำเป็น): สำหรับไม้ใหม่ หรือ ไม้เก่าที่ผ่านการซ่อม ควรทารองพื้นก่อนการทาสีทาไม้ เพื่อให้สีเกาะแน่น
- ทารอบแรก: ใช้แปรงหรือลูกกลิ้งทาให้ทั่ว ทิ้งให้แห้งตามเวลาที่ฉลากระบุ
- ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียดแบบเบาๆ: เพื่อช่วยให้การทาสีเรียบเนียน และติดทนนานขึ้น
- ทารอบที่สอง: เพื่อให้สีสม่ำเสมอ และเพิ่มความทนต่อสภาพแวดล้อม
เคล็ดลับ: หลีกเลี่ยงการทาสีไม้ในวันที่แดดจัด หรือบนพื้นที่ไม้ยังชื้น เพราะสีทาไม้อาจแห้งไวเกินไปจนเกิดรอย หรือไม่เกาะผิว

สีทาไม้ยี่ห้อไหนดีแนะนำแบรนด์ที่ทั้งช่างเลือกใช้ และเจ้าของบ้านไว้ใจ
แบรนด์สีทาไม้ที่ได้รับความนิยมในตลาดมีหลายเจ้า แต่ละเจ้าโดดเด่นในคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าไม้ของคุณอยู่ในลักษณะไหน และต้องการผลลัพธ์แบบใด
- TOA: ครบทั้งสีโปร่งแสง ทึบแสง สูตรน้ำ และสูตรน้ำมัน มีชื่อเสียงเรื่องความทนแดด กันเชื้อรา และเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย
- BEGER: สีทาไม้ที่เด่นเรื่องการโชว์ลายไม้ชัดเจน ฟิล์มสีเรียบ สูตรน้ำมีให้เลือกหลายระดับความเงา เหมาะกับงานไม้ทั้งภายในและภายนอก
- NIPPON: สีทาไม้สูตรน้ำกลิ่นอ่อน แห้งไว ใช้งานง่าย สีมีความสม่ำเสมอ เหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวก และงานไม้ตกแต่งทั่วไป
- JOTUN: ฟิล์มสีแข็งแรง ทน UV และความชื้นสูง เหมาะกับบ้านไม้จริง หรือไม้ภายนอกที่ต้องเผชิญสภาพอากาศหนักๆ
- DULUX: โดดเด่นด้านเฉดสี และผิวสัมผัสที่เรียบหรู เหมาะกับงานไม้ตกแต่งภายใน หรืองานไม้ที่ต้องการฟินิชแบบพรีเมียม
- CAPTAIN: สีทาไม้ราคาคุ้มค่า เหมาะกับช่าง ใช้ในงานซ่อมไม้หรือทับสีเดิม มีผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์สำหรับปกป้องไม้เพิ่มเติมด้วย
- CUPRINOL: ชำนาญด้านไม้ภายนอก เช่น รั้วไม้ เฟอร์นิเจอร์สนาม เน้นปกป้องจากความชื้นและเชื้อราโดยเฉพาะ
- JBP, DELTA, NAP:แบรนด์ที่ใช้ในงานเฉพาะได้เป็นอย่างดี เช่น งานไม้โครงสร้าง งานเฟอร์นิเจอร์ หรือพื้นที่ที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษของสี เช่น ยึดเกาะพื้นผิวหยาบหรือไม้เก่ามาก

สรุป
การเลือกสีทาไม้และการทาสีไม้เองเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นไม้เก่า หรือ ไม้ใหม่ แต่ถ้าหากเลือกผิด หรือ ทาผิดวิธีก็อาจทำให้ไม้ถูกทำลายได้ หากไม่มั่นใจในการเลือก การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นทางออกที่ดีกว่าเสมอ ที่ Good Colour เรายินดีให้ที่ปรึกษา พร้อมให้บริการระดับมืออาชีพ ให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวล
